ในปี 2025 อุตสาหกรรมนมทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ

จากเดิมที่ “นมวัว” เคยเป็นสัญลักษณ์ของโภชนาการที่ครบถ้วนและเป็นพื้นฐานของอาหารประจำวันของผู้คนทั่วโลก วันนี้แนวคิดนั้นเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้โดดเด่น เมื่อผู้บริโภคยุคใหม่หันมาให้ความสำคัญกับ สุขภาพส่วนบุคคล ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม และสวัสดิภาพของสัตว์ มากขึ้น
เทรนด์ ลดนมวัว – หันหานมทางเลือก จึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายประเทศ ทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชีย รวมถึงประเทศไทยด้วย เราเริ่มเห็นผลิตภัณฑ์อย่าง นมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์ นมข้าวโอ๊ต หรือนมจากพืชผสมสูตรเฉพาะ เข้ามาแทนที่นมวัวบนชั้นวางสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต และแม้แต่ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มระดับโรงงาน ก็เริ่มพิจารณาใช้วัตถุดิบจากพืชแทนโปรตีนจากสัตว์ในสูตรผลิตภัณฑ์
แต่ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียง “กระแสการกินเพื่อสุขภาพ” เท่านั้น — หากมองลึกลงไป นี่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมอาหาร ที่เชื่อมโยงกับประเด็นด้าน วิทยาศาสตร์โภชนาการ เทคโนโลยีการผลิต และมาตรฐานความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
เมื่อมุมมองทางโภชนาการ วิทยาศาสตร์ และความยั่งยืนมาบรรจบกัน “นม” จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของยุคใหม่ที่สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต ในโลกที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และความคาดหวังด้านสุขภาพมีความซับซ้อนมากกว่าเดิม
นมวัวในมิติทางวิทยาศาสตร์และโภชนาการ
นมวัวถูกมองว่าเป็น “อาหารสมบูรณ์” มายาวนานหลายศตวรรษ เพราะให้พลังงานและสารอาหารครบถ้วน ทั้งโปรตีนคุณภาพสูง แคลเซียม และวิตามินที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย แต่ในขณะเดียวกัน งานวิจัยยุคใหม่ก็เริ่มตั้งคำถามต่อบทบาทของนมวัวในสุขภาพมนุษย์ โดยเฉพาะเมื่อพฤติกรรมการบริโภคและพันธุกรรมของผู้คนในแต่ละภูมิภาคแตกต่างกัน
คุณค่าทางโภชนาการของนมวัว: สารอาหารที่เกือบครบถ้วนในแก้วเดียว
นมวัวหนึ่งแก้ว (ประมาณ 240 มิลลิลิตร) ให้พลังงานเฉลี่ย 150 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย
-
โปรตีนคุณภาพสูง ประมาณ 8 กรัม มีกรดอะมิโนจำเป็นหลายชนิด ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
-
แคลเซียม 250–300 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นแหล่งหลักของแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการสร้างกระดูกและฟัน
-
วิตามิน B12 และ วิตามิน D ที่ช่วยในกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดงและดูดซึมแคลเซียม
-
ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียม ที่ช่วยควบคุมสมดุลของของเหลวในร่างกาย
-
ไขมันดี (เช่น โอเมก้า-3 ในนมบางชนิด) ที่มีส่วนช่วยในการทำงานของสมองและหัวใจ
ในเชิงโภชนาการ นมวัวถือว่าเป็น “อาหารธรรมชาติที่มีสารอาหารสมดุลที่สุด” โดยเฉพาะสำหรับเด็กและวัยรุ่นที่อยู่ในช่วงเจริญเติบโต รวมถึงผู้สูงอายุที่ต้องการเสริมความแข็งแรงของกระดูก

ทำไม “นมวัว” จึงเคยถูกยกให้เป็นอาหารหลักในหลายประเทศ
หลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม การผลิตนมและผลิตภัณฑ์นมได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ประเทศตะวันตกโดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกา ผลักดันให้นมเป็น “อาหารประจำวัน” ผ่านนโยบายสาธารณสุขและโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียน เนื่องจากให้พลังงานสูง มีประโยชน์ครอบคลุมและราคาเข้าถึงได้ แนวคิดนี้แพร่ขยายสู่หลายประเทศ รวมถึงไทย จนเกิดภาพจำว่า “ดื่มนมทุกวันช่วยให้ร่างกายแข็งแรง” ซึ่งเป็นความจริงในเชิงโภชนาการพื้นฐาน แต่เมื่อสังคมเริ่มหลากหลายมากขึ้น และงานวิจัยด้านโภชนาการลึกซึ้งขึ้น เสียงวิพากษ์จึงเริ่มตามมา
ข้อถกเถียงทางวิทยาศาสตร์ เมื่อ ‘นมวัว’ ไม่เหมาะกับทุกคน
• ภาวะย่อยแลคโตสไม่ได้ (Lactose Intolerance)
ผู้ใหญ่จำนวนมาก โดยเฉพาะในเอเชีย ขาดเอนไซม์ แลคเตส (Lactase) ซึ่งจำเป็นต่อการย่อยน้ำตาลแลคโตสในนม ทำให้เมื่อดื่มนมเกิดอาการท้องอืด ปวดท้อง หรือท้องเสีย งานวิจัยระบุว่า คนเอเชียมากกว่า 80% มีภาวะนี้ในระดับต่างกันในกลุ่มที่ศึกษา ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมบางส่วนได้ที่นี่
• การอักเสบและภูมิคุ้มกัน
บางการศึกษาชี้ว่า ในบางคน โปรตีน เคซีน (Casein) หรือไขมันอิ่มตัวในนม อาจกระตุ้นการอักเสบในร่างกาย โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคภูมิแพ้หรือโรคระบบทางเดินอาหาร แต่หลักฐานยังไม่ชัดเจนและแตกต่างตามแต่ละบุคคล ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมบางส่วนได้ที่นี่
• ฮอร์โมน IGF-1 และประเด็นสุขภาพระยะยาว
นมวัวมีฮอร์โมนตามธรรมชาติ รวมถึง Insulin-like Growth Factor 1 (IGF-1) ซึ่งมีบทบาทในการเจริญเติบโตของเซลล์ มีงานวิจัยบางชิ้นตั้งข้อสังเกตว่าระดับ IGF-1 ที่สูงอาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคบางชนิด แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันเชิงสรุปว่า “การดื่มนม” โดยตรงส่งผลเสีย ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่
• มุมมองด้านสิ่งแวดล้อมและจริยธรรม
นอกจากสุขภาพ ผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มตั้งคำถามต่อกระบวนการผลิต เช่น ปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากการเลี้ยงวัว การใช้น้ำในกระบวนการผลิต และสวัสดิภาพสัตว์ ซึ่งทำให้เกิดแรงผลักดันให้ “นมทางเลือกจากพืช” เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมบางส่วนได้ที่นี่
นมวัวดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับบริบท
ในเชิงวิทยาศาสตร์ นมวัวไม่ใช่อาหารที่ “ควรถูกตัดออก” แต่ควรถูก “เข้าใจใหม่” โดยพิจารณาจากปัจจัยเฉพาะบุคคล เช่น ภาวะย่อยแลคโตสไม่ได้, ปริมาณไขมันที่บริโภคต่อวัน, ความสมดุลกับอาหารอื่น ๆ, และแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐานปลอดภัย เป็นต้น
ดังนั้น การดื่มนมวัวในยุค 2025 จึงไม่ใช่คำถามว่า “ดีหรือไม่ดี” แต่เป็นคำถามว่า “เหมาะกับใคร และในปริมาณเท่าไร” ซึ่งผู้ผลิตและห้องปฏิบัติการวิเคราะห์จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการ ตรวจสอบคุณภาพ ความปลอดภัย และคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในผลิตภัณฑ์ที่เข้าสู่ตลาด

เข้าใจนม A1 และ A2: วิทยาศาสตร์ของโปรตีนในนม
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “นม A2” กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในวงการโภชนาการและสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ดื่มนมวัวแล้วรู้สึกไม่สบายท้อง ทั้งที่ไม่แพ้แลคโตส ซึ่งเบื้องหลังของความแตกต่างนี้อยู่ที่ โครงสร้างของโปรตีนในนมวัว
โปรตีนในนม: A1 vs A2 ต่างกันตรงไหน
นมวัวมีโปรตีนอยู่ประมาณ 3.3% โดยส่วนใหญ่เป็น เคซีน (Casein) ซึ่งมีหลายชนิด (**ข้อมูลเพิ่มเติม** โดยทั่วไป เคซีน (Casein) คือโปรตีนหลักในนมวัว คิดเป็นประมาณ 80% ของโปรตีนทั้งหมดในนม ส่วนที่เหลือเป็นโปรตีนเวย์ (Whey protein) 20% เคซีนไม่ใช่โปรตีนชนิดเดียว แต่ประกอบด้วย หลายชนิดย่อย (fractions) ที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน) หนึ่งในนั้นคือ เบต้า-เคซีน (β-casein) ที่มีบทบาทสำคัญต่อรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ
ในทางพันธุกรรม วัวสามารถให้โปรตีน β-casein ได้สองแบบ คือ
-
A1 β-casein
-
A2 β-casein
ความแตกต่างเล็กน้อยเพียง “กรดอะมิโนตัวเดียว” ที่ตำแหน่งที่ 67 ของสายโปรตีน (จากโปรลีน → ฮิสติดีน) ทำให้กระบวนการย่อยในร่างกายเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
-
นม A1 (จากวัวพันธุ์ยุโรปส่วนใหญ่ เช่น Holstein, Friesian) เมื่อย่อยในลำไส้ จะปล่อยเปปไทด์ชื่อว่า BCM-7 (Beta-Casomorphin-7)
-
นม A2 (จากวัวสายพันธุ์ดั้งเดิม เช่น Guernsey, Jersey, หรือพันธุ์เอเชียบางส่วน) จะไม่ปล่อย BCM-7 หรือปล่อยในปริมาณที่ต่ำมาก
เข้าใจ BCM-7: กลไกจุดเริ่มต้นของการถกเถียง
BCM-7 เป็นเปปไทด์ที่มีฤทธิ์คล้ายสารกลุ่มโอปิออยด์อ่อน ๆ ซึ่งสามารถจับกับตัวรับในระบบประสาทและลำไส้ได้ งานวิจัยบางชิ้นเสนอว่า BCM-7 อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาการท้องอืด ปวดท้อง หรือภาวะสมองล้า (brain fog) ในบางคนที่ดื่มนม A1
นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาทดลองในสัตว์ที่พบว่า BCM-7 อาจมีผลต่อ การเคลื่อนไหวของลำไส้ การอักเสบระดับต่ำ และการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในลำไส้
อย่างไรก็ตาม หลักฐานเหล่านี้ยังอยู่ในระดับ “การสังเกต” (observational studies) และต้องการงานวิจัยเพิ่มเติมในมนุษย์เพื่อยืนยันกลไกเชิงลึก
สิ่งที่ชัดเจนในตอนนี้คือ หลาย ๆ วิจัยพบว่าคนที่มีปัญหาหลังดื่มนมวัวบางชนิด อาจ ไม่ได้แพ้แลคโตส แต่ไม่ย่อยโปรตีน A1 β-casein ได้ดีพอ ท่านสามารถดูข้อมูลบางส่วนเพิ่มเติมได้ที่นี่
หลักฐานวิจัยล่าสุด: A2 อาจเป็นทางเลือกที่อ่อนโยนกว่า
ข้อมูลจากการศึกษาในช่วงปี 2020–2024 พบแนวโน้มที่น่าสนใจว่า:
-
การดื่ม นม A2 แทนนมทั่วไป ช่วยลดอาการไม่สบายท้องในผู้ที่คิดว่าตนเอง “แพ้นม”
-
บางงานวิจัยพบว่าระดับ เครื่องหมายการอักเสบ (inflammatory markers) ในเลือดต่ำกว่าเมื่อดื่มนม A2
-
ไม่มีหลักฐานว่านม A2 มีโทษต่อสุขภาพที่แตกต่างจากนมทั่วไปในคนปกติ
แม้จะยังไม่มีข้อสรุปเชิงยืนยัน แต่วงการโภชนาการเริ่มมองว่า A2 milk อาจตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการดื่มนมแต่มีอาการไม่สบายหลังดื่มนมทั่วไป
เทรนด์ A2 Milk ในระดับโลก
ตลาดนม A2 เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
-
ประเทศ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เป็นผู้บุกเบิก โดยบริษัท “The a2 Milk Company” ได้พัฒนาเทคโนโลยีตรวจสายพันธุ์โคนมและแยกฝูงที่ให้ A2 milk เท่านั้น
-
ตลาด สหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชียตะวันออก มีการนำเข้า A2 milk เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าพรีเมียมและสุขภาพ
-
มูลค่าตลาดโลกของผลิตภัณฑ์นม A2 มีแนวโน้มแตะระดับหลายพันล้านดอลลาร์ในปี 2025
เทรนด์นี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความต้องการทางสุขภาพ แต่ยังรวมถึง แนวโน้ม “Personalized Nutrition” — การเลือกอาหารตามพันธุกรรมและการตอบสนองของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นทิศทางใหญ่ของอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่
มุมมองเชิงอุตสาหกรรมเกี่ยวกับ นม A2: จากฟาร์มถึงห้องแล็บ
การผลิตนม A2 ไม่สามารถอาศัยกระบวนการทั่วไปได้ เพราะต้องเริ่มตั้งแต่การ
-
ตรวจ DNA ของโคนม เพื่อระบุว่าสายพันธุ์นั้นให้โปรตีน β-casein แบบ A2
-
แยกฝูงโคที่มีลักษณะพันธุกรรม A2A2 ออกมา
-
ควบคุมกระบวนการผลิต ตั้งแต่การรีดนม การขนส่ง ไปจนถึงการตรวจสอบการปนเปื้อนของโปรตีน A1
ในมุมของห้องปฏิบัติการ การตรวจสอบคุณภาพนมประเภทนี้ต้องใช้เทคนิคที่ละเอียด เช่น การวิเคราะห์โปรตีนเฉพาะชนิดด้วย SDS-PAGE หรือ HPLC, การตรวจยืนยันทางพันธุกรรม (Genotyping) ของฝูงโคนม และการควบคุมคุณภาพจุลชีววิทยาและปริมาณสารอาหาร เพื่อให้ตรงตามมาตรฐานโภชนาการ เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า “นม A2” ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์โภชนาการแต่คือตัวอย่างของการบูรณาการระหว่างวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เทคโนโลยีอาหาร และระบบการตรวจวิเคราะห์คุณภาพในระดับอุตสาหกรรม
นม A2 ไม่ได้แทนที่นมวัวทั่วไป แต่เป็นอีกหนึ่ง “ตัวเลือกเฉพาะบุคคล” ที่เกิดจากความเข้าใจในระดับโมเลกุลของโปรตีนในนม ในยุคที่ผู้บริโภคต้องการสุขภาพแบบเฉพาะตัว อุตสาหกรรมอาหารและห้องแล็บวิเคราะห์จึงต้องร่วมมือกัน เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และมีมาตรฐานระดับสากลรองรับ

ไม่ใช่ A1 และ A2 แต่เริ่มต้นตั้งแต่ที่อาหารของวัว (Grass-Fed Milk) คุณภาพของนมเริ่มต้นที่อาหาร
นมวัวที่เราเห็นในท้องตลาดไม่ใช่ว่าเหมือนกันทั้งหมด คุณภาพและสารอาหารในนมวัวขึ้นอยู่กับ อาหารที่วัวกิน เป็นสำคัญ ซึ่งปัจจุบันตลาดเริ่มให้ความสนใจกับ นม Grass-Fed หรือ “นมจากวัวที่กินหญ้าเป็นหลัก” อย่างมาก เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการที่เหนือกว่าเมื่อเทียบกับนมวัวจากฟาร์มอุตสาหกรรมทั่วไป
Grain-Fed vs Grass-Fed: ความแตกต่างชัดเจน
1. Grain-Fed (วัวกินธัญพืช/ข้าวโพด)
-
วัวถูกเลี้ยงในฟาร์มอุตสาหกรรมเพื่อให้ผลิตนมมากที่สุด
-
อาหารหลักเป็น ข้าวโพดและธัญพืช ทำให้นมมี Omega-6 สูง
-
ผลกระทบต่อร่างกาย: Omega-6 ในปริมาณสูงโดยไม่ได้สมดุลกับ Omega-3 อาจส่งเสริม การอักเสบระดับต่ำ ในร่างกาย (**ข้อมูลเพิ่มเติม**ภาวะอักเสบระดับต่ำนี้สัมพันธ์กับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นของโรคเรื้อรังหลายชนิด)
2. Grass-Fed (วัวกินหญ้าเป็นหลัก)
-
วัวเลี้ยงในระบบเปิด ให้กินหญ้าธรรมชาติ
-
นมมี Omega-3 สูงกว่า Omega-6 อัตราส่วนดีกว่าวัว Grain-Fed
-
มีสาร Conjugated Linoleic Acid (CLA) มากขึ้น ซึ่งมีงานวิจัยชี้ว่าช่วยลดไขมันสะสมและมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ
-
มีวิตามิน A และ E สูงกว่า ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ
ผลต่อสุขภาพของผู้บริโภค นม Grass-Fed อาจช่วยสนับสนุนสุขภาพได้หลายด้านเช่น ลดความเสี่ยงการอักเสบ เนื่องจาก Omega-3 และ CLA ช่วยปรับสมดุลการอักเสบ พร้อม สารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันความเครียดออกซิเดชัน และ ไขมันดีและวิตามินครบ ทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะกับผู้สนใจโภชนาการและสุขภาพเชิงป้องกัน ถึงแม้ประโยชน์ทางสุขภาพจะชัด แต่ราคานม Grass-Fed มักสูงกว่านมทั่วไป เนื่องจากการเลี้ยงวัวแบบปล่อยและการจัดการฟาร์มต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นจึงทำให้มีราคาที่สูง
มุมมองเชิงอุตสาหกรรม
ตลาดนม Grass-Fed กำลังเติบโตในระดับโลก และผู้บริโภคเริ่มมองหา นมที่ตรวจสอบคุณภาพไขมันและสารอาหารได้ชัดเจน บทบาทของผู้ประกอบการสำหรับส่งตรวจ ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ จึงสำคัญในการตรวจสอบเช่น:
-
ปริมาณไขมันโอเมก้า-3 ต่อโอเมก้า-6
-
ระดับ CLA และวิตามิน A, E
-
ความบริสุทธิ์และความปลอดภัยของนม เป็นต้น
การตรวจวิเคราะห์เหล่านี้ช่วยให้ผู้ผลิตยืนยันคุณภาพผลิตภัณฑ์ และผู้บริโภคมั่นใจในประโยชน์ทางโภชนาการ โดยนม Grass-Fed ไม่ใช่เพียง “เทรนด์สุขภาพ” แต่เป็น นมที่คุณภาพขึ้นอยู่กับอาหารของวัวโดยตรง การบริโภคจึงได้ไขมันดีและสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่า ซึ่งเหมาะกับผู้ที่สนใจโภชนาการเชิงลึกและสุขภาพระยะยาว ในมุมอุตสาหกรรม การตรวจสอบและควบคุมคุณภาพนม Grass-Fed จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและคุณค่าตลาดในเชิงวิทยาศาสตร์
Fortified Milk: นมเสริมคุณค่า มาตรฐานใหม่ของโภชนาการและอุตสาหกรรมปี 2025
นมเสริมคุณค่า (Fortified Milk) คือผลิตภัณฑ์นมที่ผ่านกระบวนการ เติมสารอาหารสำคัญ เพิ่มเติมจากที่มีตามธรรมชาติ เช่น วิตามิน D, K2, A, B12, แคลเซียม หรือแมกนีเซียม เพื่อช่วยแก้ปัญหาการขาดสารอาหารในประชากร และทำให้นมกลายเป็นแหล่งโภชนาการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การเสริมนมด้วยสารอาหารเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเพิ่มคุณค่าเชิงปริมาณ แต่เป็นการปรับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับ แนวทางโภชนาการสากล
ในหลายประเทศตะวันตก การเติม วิตามิน D ลงในนมถูกบังคับใช้เป็นมาตรฐานตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและยุโรป เหตุผลหลักคือการป้องกัน โรคกระดูกอ่อน (Rickets) ในเด็ก เนื่องจากประชากรเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อภาวะขาดวิตามิน D เนื่องจากการได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ และการบริโภคอาหารที่มีวิตามิน D ต่ำ การเติมวิตามิน D ลงในนมทำให้ประชาชนโดยรวมได้รับสารอาหารที่สำคัญนี้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการกินมากนัก
ในทางโภชนาการ วิตามิน D มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ร่างกาย ดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส ได้เต็มที่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างและบำรุงกระดูกและฟัน การบริโภคนมเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีวิตามิน D อาจไม่สามารถใช้แคลเซียมได้เต็มที่ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือประชากรที่มีภาวะขาดวิตามิน D อยู่ก่อนแล้ว นอกจากนี้ การเติมวิตามิน K2 ลงในนมยังช่วยให้ร่างกายสามารถ จัดการแคลเซียมไปยังกระดูกและฟันอย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงการสะสมแคลเซียมในหลอดเลือดหรืออวัยวะอื่น ๆ
สำหรับประเทศไทย แม้ว่าตลาดนม Fortified จะยังไม่แพร่หลายเหมือนประเทศตะวันตก แต่เทรนด์สุขภาพและการตระหนักด้านโภชนาการกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคเริ่มให้ความสนใจว่านมที่ดื่มมี วิตามิน D เพียงพอหรือไม่, มีแร่ธาตุสำคัญอย่างแคลเซียมและแมกนีเซียมครบหรือไม่ ซึ่งทำให้ผู้ผลิตเริ่มปรับสูตรและออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เติมสารอาหารเพื่อเพิ่มคุณค่าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค
ในเชิงอุตสาหกรรม การผลิต Fortified Milk ต้องอาศัย การควบคุมและตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด เพื่อให้แน่ใจว่าสารอาหารที่เติมลงไปคงคุณค่าและปลอดภัยจนถึงมือผู้บริโภค ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบหลายด้าน เช่น การวิเคราะห์ปริมาณวิตามินและแร่ธาตุ, การประเมินความเสถียรของสารอาหารระหว่างการผลิตและการจัดเก็บ, การตรวจสอบความบริสุทธิ์และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์, และการสนับสนุนผู้ผลิตในการออกแบบสูตรนมเสริมคุณค่าที่มีคุณภาพสูงโดยไม่กระทบรสชาติ
นอกจากนี้ Fortified Milk ยังตอบโจทย์ การตลาดและความคาดหวังผู้บริโภคยุคใหม่ ได้อย่างชัดเจน เพราะผู้บริโภคไม่เพียงต้องการรสชาติที่ดีและความสดของนม แต่ยังมองหาผลประโยชน์ทางสุขภาพที่ตรวจสอบได้ การเพิ่มวิตามินและแร่ธาตุลงไปทำให้ผู้บริโภคมั่นใจว่านมที่ดื่มไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่เป็นแหล่งโภชนาการที่สนับสนุนสุขภาพระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Functional Food หรืออาหารเสริมคุณค่า ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในปี 2025
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การปรับสูตร Fortified Milk ให้เหมาะกับกลุ่มผู้บริโภคเฉพาะทาง เช่น นมสำหรับผู้สูงอายุ นมสำหรับเด็ก หรือแม้แต่ตลาด Premium Health Milk ที่เน้นสารต้านอนุมูลอิสระ การปรับสูตรต้องคำนึงถึง ปริมาณสารอาหาร ความคงตัวทางเคมี ความเข้ากันได้กับรสชาติ และความปลอดภัย ซึ่งทั้งหมดนี้จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีและห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ที่เชี่ยวชาญ
Fortified Milk จึงไม่ได้เป็นเพียง “นมเพื่อสุขภาพ” แต่เป็น มาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์โภชนาการ เทคโนโลยีการผลิต และการตรวจสอบคุณภาพเข้าด้วยกัน ทำให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุดจากนม พร้อมกับสร้างความเชื่อมั่นว่าผลิตภัณฑ์ที่ซื้อจะตอบสนองต่อความต้องการด้านสุขภาพอย่างแท้จริง

นมพืช (Plant-based Milk): ทางเลือกใหม่ของอุตสาหกรรมอาหารโลก
ในยุคปัจจุบัน กระแส Plant-based Milk หรือ “นมทางเลือกจากพืช” กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก ไม่ใช่เพียงเพราะผู้บริโภคบางกลุ่มแพ้นมหรือไม่ทนแลคโตส แต่ยังสะท้อนถึง ความตระหนักด้านสุขภาพ, สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน ของผู้บริโภคยุคใหม่
นมพืชมีหลากหลายประเภทที่ได้รับความนิยมสูง โดยแต่ละชนิดมีจุดเด่นและโภชนาการแตกต่างกัน เช่น
-
นมอัลมอนด์ (Almond Milk): เป็นนมไขมันไม่อิ่มตัวสูง แคลอรีต่ำ แต่โปรตีนค่อนข้างต่ำ เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักหรือควบคุมไขมัน เป็นต้น
-
นมถั่วเหลือง (Soy Milk): เป็นนมที่มีโปรตีนสูงใกล้เคียงนมวัว มีสาร Isoflavone ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและปรับสมดุลฮอร์โมน เป็นต้น
-
นมโอ๊ต (Oat Milk): เป็นนมไฟเบอร์สูง ดีต่อระบบย่อยอาหาร ให้คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี เป็นต้น
-
นมพิตาชิโอ้ (Pistachio Milk): กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ มีรสชาติครีมมี่ (Creamy) และไขมันดีสูง แต่ราคาแพง เป็นต้น
-
นมข้าว, นมมะพร้าว, นมเมล็ดทานตะวัน: เป็นนมทางเลือกเสริม ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกตามรสชาติและความสามารถในการทนต่อสารก่อภูมิแพ้ เป็นต้น
โภชนาการของนมพืชเชิงลึก
เมื่อพูดถึงนมพืช หลายคนอาจคิดว่ามันมีคุณค่าทางโภชนาการต่ำกว่านมวัว แต่จริง ๆ แล้วนมพืชแต่ละชนิดมี คุณสมบัติทางโภชนาการเฉพาะตัว ที่เหมาะกับความต้องการของผู้บริโภคในยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นด้านโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต หรือวิตามิน แร่ธาตุ และอื่นๆ
โดย โปรตีน ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกนมพืช โดย นมถั่วเหลือง เป็นชนิดที่มีโปรตีนสูงที่สุดในบรรดานมพืช และมีกรดอะมิโนใกล้เคียงกับโปรตีนจากสัตว์ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรักษามวลกล้ามเนื้อหรือผู้บริโภคสาย Plant-based Diet ที่ต้องการโปรตีนครบถ้วน ส่วน นมอัลมอนด์ และ นมโอ๊ต จะมีโปรตีนต่ำกว่า จึงจำเป็นต้องพิจารณาเสริมโปรตีนเพิ่มเติม หรือเลือกแบรนด์ที่ Fortified โปรตีน เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบ
ด้าน ไขมันและกรดไขมัน นมพืชส่วนใหญ่มีไขมันไม่อิ่มตัวสูง ซึ่งถือเป็นไขมันดีต่อหัวใจและระบบหลอดเลือด โดยเฉพาะชนิดที่มาจากถั่วหรือลูกพืชจะมีกรดไขมัน Omega-3 อยู่ในปริมาณเล็กน้อย แต่แบรนด์บางรายอาจเติม Omega-3 เสริมเพื่อเพิ่มคุณค่าด้านสุขภาพหัวใจและลดการอักเสบเรื้อรัง นมพืชส่วนใหญ่ไม่มีคอเลสเตอรอลและไขมันอิ่มตัวสูงเหมือนนมวัว จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมไขมันและระดับคอเลสเตอรอล
ในส่วนของ คาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล นมพืชบางชนิดมีน้ำตาลธรรมชาติ เช่น โอ๊ตหรือข้าว ส่วนบางชนิดอาจมีน้ำตาลเติมเพิ่มเพื่อปรับรสชาติให้หวานนัวและถูกปากผู้บริโภค การอ่านฉลากจึงสำคัญเพื่อควบคุมปริมาณแคลอรีและน้ำตาล โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักหรือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
วิตามินและแร่ธาตุ เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของนมพืชยุคใหม่ หลายแบรนด์ทำการ Fortified ด้วยแคลเซียม, วิตามิน D, B12 และ K2 เพื่อให้โภชนาการใกล้เคียงนมวัว การ Fortified เหล่านี้ไม่เพียงช่วยเรื่องสุขภาพกระดูก แต่ยังตอบโจทย์ผู้บริโภคสาย Vegan ที่ต้องการสารอาหารครบถ้วนโดยไม่พึ่งพาผลิตภัณฑ์จากสัตว์
ด้วยความหลากหลายทางโภชนาการนี้ นมพืชจึงไม่ใช่เพียงทางเลือกสำหรับผู้แพ้นมหรือสาย Vegan เท่านั้น แต่ยังเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับคนทั่วไปที่ต้องการ โภชนาการครบถ้วน, ลดไขมันอิ่มตัว, และควบคุมน้ำตาล พร้อมทั้งเลือกสิ่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในระยะยาว
เทคโนโลยีและความปลอดภัยของนมพืช
การผลิตนมพืชในเชิงอุตสาหกรรมไม่ได้เป็นเพียงการแช่ถั่วหรือเมล็ดพืชแล้วคั้นน้ำ แต่ต้องใช้ เทคโนโลยีหลายชั้น เพื่อให้ได้คุณภาพคงที่ รสชาติและเนื้อสัมผัสใกล้เคียงนมวัว พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยสูง โดยในบทความนี้จะพูดถึงขั้นตอนกระบวนการโดยรวมเบื้องต้น เช่น
1. การเลือกวัตถุดิบและการสกัดสารอาหาร: หลังจากการเลือกวัตถุดิบหลัก เช่น ถั่วเหลือง, อัลมอนด์, โอ๊ต, พิตาชิโอ้ หรือเมล็ดทานตะวัน เป็นต้นแล้ว ต้องผ่านการล้างและตรวจสอบคุณภาพก่อนสกัด โปรตีน ไขมัน และไฟเบอร์ ที่ต้องไม่สูญเสียระหว่างกระบวนการ การบด การแช่น้ำ และการกรอง ทั้งนี้กระบวนการล้วนส่งผลต่อรสชาติและความครีมมี่ของนม
2. การปรับเนื้อสัมผัส (Texture): ซึ่งเป็นจุดสำคัญเพื่อให้ Plant-based Milk ใช้งานง่าย ทั้งทำเครื่องดื่ม, สำหรับชงกาแฟ หรือปรุงอาหาร เทคโนโลยีที่ใช้ได้แก่ Ultra-Filtration, Homogenization และ Hydrocolloids เพื่อให้เกิดเนื้อสัมผัสครีมมี่และลดการแยกชั้นของน้ำมันและโปรตีน เป็นต้น
3. การเพิ่ม Fortified Nutrients: เช่น แคลเซียม วิตามิน D, B12, K2 รวมถึงบางกรณีอาจเพิ่มโปรตีนเสริม (เช่น โปรตีนถั่วหรือโปรตีนข้าวสาลี) เพื่อให้โภชนาการใกล้เคียงนมวัว การควบคุมปริมาณและความเสถียรของสารเหล่านี้สำคัญมาก เนื่องจากสารอาหารบางชนิดสามารถเสื่อมสภาพหรือตกตะกอนในระหว่างการเก็บ จึงต้องควบคุมปริมาณและความเสถียรอย่างยิ่งยวดเพื่อให้กระบวนการต่อๆไปไม่ติดขัด
4. การฆ่าเชื้อและ Shelf-life: เป็นอีกขั้นตอนสำคัญ โดยส่วนใหญ่ใช้ UHT (Ultra High Temperature) หรือ Pasteurization เพื่อลดจุลินทรีย์ที่อาจเป็นอันตราย แต่ยังคงคุณค่าทางโภชนาการให้มากที่สุด การควบคุมอุณหภูมิและเวลาเป็นหัวใจหลักในการรักษาคุณภาพ
5. การตรวจโลหะหนักและสารปนเปื้อน: วัตถุดิบจากพืชบางชนิดอาจปนเปื้อนสารเคมีหรือโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ปรอท หรือสารกำจัดศัตรูพืช จึงเป็นหน้าที่ห้องปฏิบัติการ ที่จะตรวจสอบความปลอดภัยและคุณภาพนี้ได้ครบทุกด้าน เริ่มตั้งแต่สารอาหาร, ความปลอดภัยจุลชีววิทยา, โลหะหนัก, สารเติมแต่ง และรสชาติ เพื่อให้ผู้ผลิตมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ปลอดภัยและได้คุณค่าที่ระบุ พร้อมนำจำหน่ายแก่ผู้บริโภค
ความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมเชิงลึก
หนึ่งในข้อได้เปรียบของนมพืชคือความยั่งยืนและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ข้อมูลมีการเปิดเผยว่าการผลิตนมพืชโดยรวมใช้ น้ำและที่ดินน้อยกว่านมวัว นอกจากนี้ยังลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจก (GHG) เช่น Methane ที่เกิดจากการเลี้ยงโคนมเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งแต่ละชนิดของพืชมีผลกระทบแตกต่างกัน โดยยกตัวอย่างเช่น
-
นมอัลมอนด์ ใช้น้ำมาก แต่เหมาะกับพื้นที่แห้งที่ปลูกได้ง่ายและสามารถจัดการผลผลิตได้
-
นมถั่วเหลืองและโอ๊ต มีรอยเท้าคาร์บอนต่ำ ใช้น้ำและที่ดินน้อย เหมาะกับการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมเพื่อความยั่งยืน
-
กระบวนการผลิต, ขนส่ง และบรรจุภัณฑ์ ยังส่งผลต่อ Carbon Footprint ทั้งหมด ต้องวิเคราะห์ตั้งแต่ฟาร์มถึงผู้บริโภค
ความยั่งยืนยังสะท้อนใน แนวคิดตลาดธุรกิจ และผู้บริโภค ที่มองหาผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าไม่ใช่แค่โภชนาการ แต่รวมถึง ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน
เทรนด์ตลาดและนวัตกรรมในปัจจุบัน
ตลาดนมพืชเติบโตต่อเนื่องในปี 2025 ด้วยหลายปัจจัย เช่น ความต้องการทางสุขภาพ: ผู้บริโภคสาย Vegan, ผู้แพ้แลคโตส หรือผู้ที่ต้องการลดคอเลสเตอรอลและอักเสบ เลือก Plant-based Milk เป็นทางเลือก รวมถึง นวัตกรรมรสชาติและเนื้อสัมผัส: เช่น Barista Milk สำหรับชงกาแฟ, นมครีมมี่สำหรับทำอาหาร, สูตรหวานน้อยเพื่อตอบโจทย์ Low Sugar อีกทั้งยังมี ตลาด Premium และ Functional Food: เพิ่ม Fortified Nutrients, โปรตีนเสริม, สารต้านอนุมูลอิสระ และสารอาหารเฉพาะกลุ่ม ทำให้ปัจจุบันปี 2025 และอนาคตถัดไปๆ ธุรกิจ ต้อง วิจัยและพัฒนานวัตกรรม อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการใช้โปรตีนจากพืชหลายชนิดเพื่อให้โปรไฟล์กรดอะมิโนสมดุล, การปรับเนื้อสัมผัสให้ครีมมี่เหมือนนมวัว, การออกแบบรสชาติให้เหมาะกับกลุ่มผู้บริโภคเฉพาะ และการ Fortified Nutrients ให้ครบ ซึ่งนวัตกรรมในบรรจุภัณฑ์และโลจิสติกส์ ก็สำคัญ เช่น การใช้บรรจุภัณฑ์ที่ลด Carbon Footprint, ป้องกันการปนเปื้อน, และยืดอายุผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับตลาด Global เป็นต้น

เทรนด์โภชนาการปี 2025: นมที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล
ในปี 2025 ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการเลือกนมที่ ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัว (Personalized Nutrition) มากขึ้น ไม่ใช่แค่รสชาติหรือปริมาณโปรตีน แต่รวมถึงความต้องการด้านสุขภาพ อายุ ไลฟ์สไตล์ และเป้าหมายโภชนาการส่วนบุคคล
หนึ่งในแนวโน้มที่เห็นชัดคือ นมเฉพาะบุคคล (Personalized Milk) ที่ออกแบบเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม เช่น นมสำหรับผู้สูงอายุที่เน้นแคลเซียมและวิตามิน D สูง, นมสำหรับผู้ต้องการโปรตีนเสริมเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ หรือแม้แต่นมสำหรับผู้แพ้แลคโตสแต่ยังต้องการไขมันดีและแร่ธาตุครบ
การสื่อสาร ข้อมูลโภชนาการอย่างโปร่งใส เป็นปัจจัยสำคัญ ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการเข้าใจว่าในนมมีสารอาหารอะไรบ้าง ปริมาณเท่าไหร่ มีการเติมสารอาหารเสริมหรือไม่ และวัตถุดิบมาจากแหล่งใด การมีข้อมูลชัดเจนช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกสินค้าที่ตรงกับเป้าหมายสุขภาพและความต้องการของร่างกาย
ในด้านการผลิตและควบคุมคุณภาพ การใช้ ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์และการวิเคราะห์เชิงลึก มีบทบาทสำคัญมาก ห้องปฏิบัติการสามารถตรวจสอบได้ทั้ง โปรตีน, ไขมัน, คาร์โบไฮเดรต, วิตามินและแร่ธาตุ, สารปนเปื้อน, โลหะหนัก, จุลชีพ และสารเติมแต่งต่าง ๆ การทดสอบเหล่านี้ช่วยให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์นมเฉพาะบุคคลมีคุณภาพสม่ำเสมอและปลอดภัยต่อผู้บริโภค
สำหรับธุรกิจและอุตสาหกรรมอาหาร เทรนด์ Personalized Nutrition เปิดโอกาสให้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ ปรับสูตรทางโภชนาการได้ตามกลุ่มผู้บริโภค เช่น การ Fortified โปรตีน วิตามิน หรือแร่ธาตุเฉพาะกลุ่มผู้หญิงวัยทำงาน ผู้สูงอายุ หรือคนที่ออกกำลังกายหนัก การทดสอบทางห้องปฏิบัติการจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการยืนยันคุณภาพและโภชนาการอย่างเป็นกลาง
นอกจากนี้ เทรนด์นี้ยังครอบคลุม รสชาติและประสบการณ์การดื่ม การออกแบบเนื้อสัมผัส ปรับความหวาน และเลือกส่วนผสมเสริม เพื่อให้ผู้บริโภคแต่ละกลุ่มมีความพึงพอใจสูงสุด
แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นว่า การเลือกนมในอนาคตไม่ได้เป็นเรื่องทั่วไปอีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องเฉพาะตัว ผู้บริโภคและธุรกิจต้องคำนึงถึงทั้งโภชนาการ ความปลอดภัย และการตรวจสอบเชิงวิทยาศาสตร์เพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการเฉพาะบุคคลอย่างแท้จริง
สรุป
การเลือกนม ไม่ว่าจะเป็น นมวัวแบบ Grass-Fed, นม A2, Fortified Milk หรือ Plant-based Milk ไม่สามารถสรุปได้ว่าชนิดใด “ดีที่สุด” สำหรับทุกคน การตัดสินใจควรพิจารณาจาก ความต้องการโภชนาการเฉพาะตัว, ภูมิคุ้มกัน, การแพ้หรือทนต่อสารอาหาร และเป้าหมายสุขภาพระยะยาว การบริโภคอย่างมีเหตุและผลและมีข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เราได้รับคุณค่าจริงจากผลิตภัณฑ์
ในเชิงวิทยาศาสตร์ ทุกขั้นตอนตั้งแต่ การเลี้ยงวัว, การสกัดสารอาหารในนมพืช, การ Fortified Nutrients, การปรับเนื้อสัมผัส, ไปจนถึงการบรรจุและการจัดเก็บ มีผลต่อคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ การเข้าใจองค์ประกอบเหล่านี้ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถประเมินความเสี่ยงและประโยชน์ได้อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง โปรตีน, ไขมัน, คาร์โบไฮเดรต, น้ำตาล, วิตามินและแร่ธาตุ รวมถึงสารตกค้างหรือจุลชีพที่อาจเป็นอันตราย บทบาทของ ห้องปฏิบัติการและการวิเคราะห์คุณภาพ จึงมีความสำคัญมาก ห้องปฏิบัติการสามารถช่วยตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยของนมทุกชนิด ตั้งแต่การวิเคราะห์สารอาหาร, การตรวจจุลชีพ, โลหะหนัก, สารเคมีตกค้าง และการประเมินความคงตัวของผลิตภัณฑ์ การทดสอบเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความมั่นใจในความปลอดภัย แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มและตลาดอย่างมั่นคง
สุดท้าย การเลือกนมที่เหมาะสมควร ผสมผสานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ โภชนาการ และเทรนด์สุขภาพ เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้เราได้ประโยชน์สูงสุดจากการดื่มนม และสามารถปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์เฉพาะตัวในยุค 2025 สิ่งสำคัญที่สุดคือ การตรวจสอบ วิเคราะห์ และควบคุมคุณภาพ ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาอาหารที่ปลอดภัย ยั่งยืน และเหมาะสมกับผู้บริโภคในอนาคต

การให้บริการของ AMARC
AMARC ให้บริการตรวจวิเคราะห์ด้าน เคมี จุลชีววิทยา รวมถึง อายุการเก็บรักษา (Shelf life) ของนมของทั้ง นมวัวและ Plant base Milk
สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ AMARC
ที่มาข้อมูล: บริษัท ศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยการแพทย์และการเกษตรแห่งเอเซีย จำกัด (มหาชน)
อ้างอิง:
- A2 Milk and BCM‑7 Peptide as Emerging Parameters of Milk Quality – PMC / NCBI. 2022.
- Influence of the β-Casein Genotype of Cow’s Milk (A1, A2) – MDPI
- A2 Milk and BCM-7 Peptide as Emerging Parameters of Milk Quality – FRONTIERS
- Exploring the Nutritional Profile and Cost of Plant‑Based Milk Alternatives — ScienceDirect. 2025.
- Proposed Nutrient Standards for Plant‑Based Beverages Intended as Milk Alternatives — Frontiers in Nutrition. 2021
- Assessing the Nutrient Content of Plant‑Based Milk Alternative Products — J Acad Nutr Diet. 2024
- The Impact and Efficacy of Vitamin D Fortification — PMC.
- Enhancing the fatty acid profile of milk through forage‐based rations — PMC.
- Nutritionally Enhanced Milk — University of Minnesota Research. – University of Minnesota.
- BCM‑7: Opioid‑like Peptide with Potential Role in Disease — PMC.
- Assessing the Nutrient Content of Plant-Based Milk Alternative Products Available in the United States – Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics